พรบ.คุ้มครองสัตว์(เข้าใจง่าย)

หน้าเว็บ

โพสต์แนะนำ

พรบ.คุ้มครองสัตว์(เข้าใจง่าย)


         ในตัวกฏหมายคุ้มครองสัตว์นั้น จะมี 3 ส่วนที่เราจะจำแนกออกโดย

ส่วนที่ 1 คือ การทารุณกรรมสัตว์ในมาตรา 20 
ส่วนที่ 2 คือ กฏหมายเกี่ยวกับเจ้าของและสัตว์เลี้่ยง 
ส่วนที่ 3 คือ อะไรที่ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ 

ซึ่งใน 3 ส่วนที่เราได้ทำการจำแนกนี้จะทำให้สามารถเข้าใจในตัวกฏหมายได้มากขึ้น

1.ห้ามทารุณกรรมสัตว์

Picture

               การห้ามทารุณกรรมสัตว์เป็นจุดประสงค์หลักของกฏหมายนี้ เพื่อที่จะสามารถคุ้มครองการทารุณกรรมสัตว์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยคำว่า “สัตว์” ในเชิงกฏหมายนี้จะสามารถจำแนกได้เป็น 

1.1 สัตวน์ตามธรรมชาติ
1.2 สัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นเลี้ยงไว้เพื่อเป็นเพื่อน หรือ เลี้ยงเป็นอาหาร  หรือ การเลี้ยงไว้เพื่อเป็นพาหนะ และรวมไปถึงสัตว์ที่เลี้ยง ไว้เพื่อใช้งานอื่นๆอีกด้วย
1.3 สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ

​             โดยขอบเขตของการทารุณกรรมสัตว์นั้น จะรวมไปถึงการทารุณกรรมให้สัตว์นั้นเจ็บปวดทางกาย หรือ ทางใจ หรือ การทารุณกรรมสัตว์ที่จะทำให้สัตว์นั้นเจ็บป่วย , ทุพพลภาพ หรือ ตาย นอกจากนี้การทารุณกรรมสัตว์ยังรวมไปถึงการทำใช้สัตว์พิการ หรือ สัตว์เจ็บป่วย  หรือ สัตว์ชรา และสัตว์ที่ตั้งท้องในการแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ และการทารุณกรรมในข้อกฏมายนี้ยังรวมไปถึงการใช้สัตว์ทำงานเกินสมควร หรือ ใช้สัตว์ป่วย ชรา หรือ อายุน้อยในการทำงานที่ไม่ควรอีกด้วย ซึ่งนอกจากการทารุณกรรมสัตว์เหล่านี้แล้ว พรบ.คุ้มครองสัตว์ฉบับนี้ยังได้มีการลงโทษต่อผู้ที่ทารุณกรรมสัตว์โดยการใช้สัตว์ในการประกอบกามกิจอีกด้วย ซึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมด หากมีผู้ฝ่าฝืนกระทำการทารุณกรรมสัตว์ตามข้อเหล่านี้แล้ว จะต้องถูก จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

2.กฏหมายเกี่ยวกับเจ้าของสัตว์

Picture
                       ในส่วนของกฏหมายนี้จะเป็นการกล่าวถึงการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ซึ่งตัวกฏหมายจะคุ้มครองในส่วนความเหมาะสมในการดูแลสัตว์ เช่น การตัดให้สัตว์เลี้ยงมีที่อยู่ น้ำ และอาการที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องเหมาะกับชนิด ลักษณะ สภาพและอายุของสัตว์อีกด้วย  นอกจากนี้ตัวกฏหมายยังได้กล่าวถึงการปล่อย หรือ ละทิ้งสัตว์เลี้ยง ซึ่งเจ้าของจะต้องห้ามปล่อย หรือ ละทิ้งสัตว์เลี้ยงของตนให้พ้นจากการดูแลของตนเอง แต่จะมีการยกเว้นในกรณีที่เจ้าของได้โอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของไปให้ผู้อื่นได้ดูแลแทน  

และในส่วนของการขนส่ง ทางกฏหมายยังได้กล่าวถึงการขนย้ายสัตว์ไปยังที่อื่นๆ จำเป็นจะต้องมีความเหมาะสมกับสภาพของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นอายุ ชนิด และลักษณะอีกด้วย ซึ่งถ้าหากใครที่ฝ่าฝืนกฏหมายในข้อนี้  จะต้องถูกปรับไม่เกิน 40,000 บาท  และศาลยังสามารถตัดสินให้สัตว์เลี้ยงไม่อยู่ในความดูแลของเจ้าของต่อไปอีกได้ หากสัตว์เลี้ยงนั้นถูกทารุณกรรม หรือ ไม่ได้รับการดูแลอีก

3.อะไรที่ไม่ใช่การทารุณกรรมสัตว์

Picture
                 นอกจากในส่วนของการทารุณกรรมสัตว์แล้ว ยังมีส่วนที่ไม่ใช่การทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งในส่วนนี้จะไม่ผิดตามพรบ.การคุ้มครองสัตว์ เช่น การฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ซึ่งในส่วนนี้จะละเว้นไว้ในกรณีเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่เราได้เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารตามปกติอยู่แล้ว หรือ การฆ่าสัตว์ตามกฏหมายควบคุมหรือจำหน่ายสัตว์ หรือ การฆ่าสัตว์ตามกฏหมายโรคระบาด  หรือ การกระทำใดๆที่เป็นการประกอบวิชาชีพของสัตวแพทย์เป็นต้น
                  เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับกฏหมายคุ้มครองสัตว์ที่ได้ประกาศใช้ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ซึ่งตัวกฏหมายนี้จะทำผู้ที่กระทำการที่ผิดตามข้อกฏหมายเหล่านี้ได้รับการลงโทษ ^_^

ขอขอบคุณข้อมูล : http://infographic.in.th


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


“อุ่นใจ” กันไปไม่น้อยสำหรับ “คนรักสัตว์”หลังกฎหมายที่เรียกร้องกันมานานอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 26 ธ.ค. 2557 หรือเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา และแม้ในช่วงแรกๆ จะมี “ดราม่า” อยู่บ้าง กับกรณี “หมากัดคนเรียกร้องกับใครไม่ได้ แต่คนเตะหมาติดคุกทันที” แต่ต่อมาเมื่อสังคมรับรู้ว่า “ทำร้ายสัตว์แค่ไหนยังอยู่ในข่ายป้องกันตัว” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวก็ค่อยๆ ซาลงไป
ทว่าลำพังกฎหมายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากทัศนคติของมนุษย์มิได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย ยังคงเห็นชีวิตสัตว์เป็น “ของเล่นสนุก” ดังที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีเนตไอดอลหนุ่มชาวต่างชาติรายหนึ่ง โพสต์คลิป “แมว vs แมงป่อง” และคลิป “แมวผูกลูกโป่งลอยฟ้า” โดยอ้างว่าเพื่อการทดลองบางอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความ “สะเทือนใจ” แก่คนรักสัตว์อย่างมาก ถึงขนาดมีการ “ล่ารายชื่อ”ในเว็บไซต์ดังอย่าง Change.org เรียกร้องให้เอาผิดหนุ่มต่างชาติรายนี้ทันทีเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง เนื่องจากกลัวเด็กและเยาวชนดูแล้วอาจจะทำตามบ้าง
เช่นเดียวกับงานรวมตัวของกลุ่มคนรักสัตว์ที่จัดขึ้นทุกปีโดย สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ในปีนี้ใช้ชื่อหัวข้องานว่า“สวัสดิภาพสัตว์จะเป็นอย่างไรในยุค 4.0” ณ รร.เคปราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่ง นายธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ ในฐานะนายกสมาคมฯ กล่าวว่า สวัสดิภาพสัตว์เป็นเรื่องที่เราได้ยินกันมานานมากแล้ว แต่การขาดความรู้ ความเข้าใจ และสำนึกเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นับจากคนเลี้ยงสัตว์ เจ้าของสัตว์ ประชาชน เยาวชน ยังนับเป็นปัญหาที่สำคัญที่พบเห็นในสังคมปัจจุบัน
นายกสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ฯ กล่าวย้ำว่า สวัสดิภาพสัตว์ หมายถึง “ความสุขกายสบายใจของสัตว์” สัตว์ทั้งหลายจำเป็นต้องได้รับความสุขกาย คือ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ในขณะเดียวกันต้องมีสุขภาพจิตที่ดี คือ สบายใจ แจ่มใส ไร้ความเครียด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่สามารถแยกออกจากกัน จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมๆกันไปทั้งคู่ ซึ่งการมี พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ก็พิสูจน์ได้ว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้จริง เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ดีของสังคมในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรม เจตนาและจิตสำนึกของคนที่มุ่งกระทำผิดจนเป็นนิสัยได้ ดังนั้นทุกคนจึงควรมีส่วนร่วมช่วยกันเผยแพร่ความรู้ ปลุกจิตสำนึกแห่งความเมตตา เปลี่ยนค่านิยมในด้านการทารุณกรรมสัตว์ และร่วมปฏิบัติตามกฎหมาย ช่วยกันสอดส่องดูแลให้กฎหมายฉบับนี้มีส่วนช่วยเหลือสัตว์ไม่ให้ถูกทารุณกรรม และทำให้เกิดการพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน


ขณะที่ น.ส.อธิกา นามวงษ์ ผู้เข้าร่วมงานในฐานะคนรักสัตว์ บอกกับแนวหน้าวาไรตี้ว่า ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ฯ ได้เห็นการทรมานสัตว์หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการปล่อยหนูแฮมสเตอร์ออกจากกรงให้แมววิ่งไล่จับ หรือจะยั่วสุนัขด้วยการเอาแมวไปปล่อยใกล้ๆ และดูมันวิ่งหนีอย่างสนุกสนาน บ้างก็มีทำไปเพราะสนองความเชื่อที่ว่า“แมวมี 9 ชีวิต” จึงเห็นบ่อยที่ว่าวัยรุ่นคะนองอยากทดสอบว่าแมวมี 9 ชีวิตจริงหรือไม่ ก็นำแมวไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายต่างๆ เพื่อดูว่ามันจะรอดได้อย่างปาฏิหาริย์หรือไม่?
หรือแม้แต่ประเภท “มีเรื่องกับคนแต่ไปลงกับสัตว์เลี้ยง” น.ส.อธิกา เล่าว่า เคยเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่งซึ่งปกติมันชอบไปนอนเล่นอยู่หน้าบ้าน กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนบ้าน 2 หลังมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ฝ่ายหนึ่งโมโหมากถือน้ำร้อนออกมา แต่แทนที่จะไปสาดใส่คู่อริ กลับมา “ระบายอารมณ์” ด้วยการสาดใส่สุนัขของตนที่นอนอยู่ ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วันสุนัขตัวดังกล่าวก็ตาย ทว่าขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายทารุณสัตว์จึงไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ก็ไม่กล้าเลี้ยงสุนัขอีกเลยเพราะกลัวจะ “พามันมาตาย” แบบที่เคยเกิดขึ้นอีก
“อย่างคลิปที่คนจับแมงป่องสู้กับแมว ดูแล้วโกรธมาก เพราะสัตว์ทั้ง 2 ต่างสายพันธุ์กัน แมงป่องเป็นสัตว์มีพิษ ส่วนแมวเป็นสัตว์บ้าน การที่เอาสัตว์ทั้ง 2 ประเภทมาต่อสู้กันถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควร เพราะมันไม่ได้เจอกันโดยธรรมชาติที่ต้องเอาตัวรอดจากภัยร้าย หลังจากที่มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ออกมาก็รู้สึกอุ่นใจที่สัตว์เหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ต่อให้มีกฎหมายมาคุ้มครองแล้วจิตใจมนุษย์ก็ควรได้รับการขัดเกลาด้วย อย่าไปทำร้ายมันเพราะมันก็มีชีวิตมีจิตใจเหมือนกับเราเพียงแต่เราพูดได้แต่สัตว์พูดไม่ได้” น.ส.อธิกา ระบุ
อีกด้านหนึ่ง ค่านิยมทำบุญด้วยการ “ปล่อยนก”ก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้อง “ปรับทัศนคติ” เช่นกันว่านอกจากจะไม่ได้บุญแล้วยังอาจ “ทำบาป” โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากนกจำนวนมากที่นำมาให้ประชาชนซื้อหาไปปล่อยนั้น “ถูกจับมาขาย” โดยเฉพาะ อีกทั้งยังพบด้วยว่าหลายแห่งนำ “นกกระติ๊ด” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาใช้แทนนกกระจอก จึงเข้าข่ายทำผิดกฎหมายอีกด้วย
โดยสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างความเข้าใจกับสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่นที่ ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล นิติกรสมาคมฯและทีมงาน จัดกิจกรรมการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการนำร่องจากวัดและโรงเรียนต่างๆ อันเป็นโครงการต่อเนื่องจากหนังสั้น “ปล่อยนก บุญ หรือ บาป?” โดยเริ่มที่วัดเทพลีลา โรงเรียนวัดเทพลีลา วัดราชาธิวาส วัดบวรนิเวศวิหาร วัดชลประทานรังสฤษฎิ์ วัดสวนแก้ว เป็นต้น เพื่อกระตุ้นเตือนให้ลด ละ เลิก การจับนกมาปล่อยในพื้นที่วัด
ดร.สาธิต กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้ติดต่อไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อขอความร่วมมือในการนำเสนอต่อมหาเถรสมาคม (มส.) ออกเป็นมติมหาเถรสมาคมให้วัดทั้งในและต่างประเทศช่วยรณรงค์สนับสนุนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยทางโฆษก พศ. แจ้งว่าได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการต่อไปขณะเดียวกันยังได้ช่วยเผยแพร่ภาพยนตร์สั้นดังกล่าวผ่านสื่อของสำนักงานอีกช่องทางหนึ่ง
ทั้งนี้ต้องย้ำว่า การจับนกด้วยวิธีการทารุณและดูแลจัดสวัสดิภาพไม่ดี อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.บัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มาตรา 20 ประกอบมาตรา 31 การทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ ส่วนการจัดสวัสดิภาพนกไม่เหมาะสม ก็เป็นความผิดตามมาตรา 22 ประกอบมาตรา 32 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท
แต่หากพบว่าเป็นนกในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองจะมีความผิด ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2535 มาตรา 16, 19, 20 ประกอบมาตรา 47 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ!!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจากเวป naewna.com

ไม่มีความคิดเห็น:

Translate

บทความที่ได้รับความนิยม